วันพุธที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

206.เรื่องเล่าซึ้งๆ ระหว่างพ่อกับลูกชายตัวน้อย


ชายหนุ่มเลิกงานและกลับเข้าบ้านช้า ด้วยความเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า
และพบว่าลูกชายวัย 5 ขวบรอคุณพ่ออยู่ที่หน้าประตู
ลูก: “พ่อครับ พ่อผมมีคำถามถามพ่อข้อนึง”
พ่อ: “ว่ามาสิลูก,อะไรเหรอ”
ลูก: “พ่อทำงานได้เงินชั่วโมงละเท่าไหร่”
พ่อ: “ไม่ใช่โกงการอะไรของลูกนี่ ทำไมถามอย่างนี้ล่ะ” พ่อตอบด้วยความโมโห
ลูก: “ผมอยากรู้จริง ๆ โปรดบอกผมเถอะ พ่อทำงานได้เงินชั่วโมงละเท่าไหร่” ลูกพูดร้องขอ
พ่อ: “ถ้าจำเป็นจะต้องรู้ละก็ พ่อได้ชั่วโมงละ 20 เหรียญ”
ลูก: “โอ..” ลูกอุทาน แล้วคอตก พูดกับพ่ออีกครั้ง
ลูก: “พ่อครับ ผมอยากขอยืมเงิน 10เหรียญ”
พ่อกล่าวด้วยอารมณ์
พ่อ: “นี่เป็นเหตุผลที่แกถาม เพื่อจะขอเงิน แล้วไปซื้อของเล่นโง่ ๆ
หรืออะไรที่ไม่เข้าท่าหรอกเหรอ รีบขึ้นไปนอนเลยนะ
แล้วลองคิดดูว่าแกน่ะ เห็นแก่ตัวมาก
ชั้นทำงานหนักหลาย ๆ ชั่วโมงทุกวัน และไม่มีเวลาสำหรับเรื่อง เด็กๆ ไร้สาระอย่างนี้หรอก”
เด็กน้อยเงียบลง เดินไปที่ห้องแล้วปิดประตู ชายหนุ่มนั่งลงและยังโกรธอยู่กับคำถามของลูกชาย
เค้ากล้าที่จะถามคำถามนั้น เพื่อจะขอเงินได้อย่างไร
หลังจากนั้นเกือบชั่วโมง อารมณ์ชายหนุ่มก็เริ่มสงบลง
และเริ่มคิดถึงสิ่งที่ทำลงไปกับลูกชายตัวน้อย
บางทีเขาอาจจำเป็นต้องใช้เงิน 10 เหรียญนั้นจริงๆ
และลูกก็ไม่ได้ขอเงินเขาบ่อยนัก
ชายหนุ่มจึงเดินขึ้นไปบนห้องแล้วเปิดประตู
พ่อ: “หลับหรือยังลูก”
ลูก: “ยังครับ”
พ่อ: “พ่อมาคิดดู เมื่อกี้พ่ออาจทำรุนแรงกับลูกเกินไป
นานแล้วนะที่พ่อไม่ได้คลุกคลีกับลูก , เอ้า นี่เงิน 10 เหรียญที่ลูกขอ”
เด็กน้อยลุกขึ้นนั่ง
ลูก: “ขอบคุณครับพ่อ”
ว่าแล้วก็ล้วงลงไปใต้หมอนหยิบเงินจำนวนหนึ่งออกมา
แล้วนับช้าๆ ชายหนุ่มเห็นดังนั้นก็โกรธขึ้นอีกครั้ง
พ่อ: “ก็มีเงินแล้วนี่ แล้วมาขออีกทำไม”
ลูก: “เพราะผมมีไม่พอครับ แต่ตอนนี้ผมมีครบแล้ว
พ่อครับ ตอนนี้ผมมีเงินครบ 20 เหรียญแล้ว ผมขอซื้อเวลาพ่อชั่วโมงนึง ….
พรุ่งนี้พ่อกลับบ้านเร็ว ๆ นะครับ ผมอยากกินข้าวเย็นกับพ่อ …”

วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

เรื่องเล่า ซึ้งๆ “กาแฟ… ใส่เกลือ”


เขาเจอเธอในงานเลี้ยงแห่งหนึ่ง เธอดูโดดเด่นมาก และมีคนมากมายรุมล้อมเธอ ในขณะที่เขาดูเป็นผู้ชายธรรมดาคนหนึ่ง ไม่มีใครใส่ใจเขาเลย และหลังงานเลี้ยงเลิก เขาได้มีโอกาสชวนเธอไปทานกาแฟต่อ เธอประหลาดใจมาก แต่ท่าทีที่สุภาพของเขา ทำให้เธอตอบตกลง
พวกเขานั่งในร้านกาแฟดีๆแห่งหนึ่ง เขาดูประหม่าจนพูดอะไรไม่ออก เธอรู้สึกอึดอัดมาก จนคิดในใจว่า ได้โปรดให้ฉันกลับบ้านเหอะ แต่ทันใดนั้น….. เขาถามบ๋อยว่า ขอเกลือป่นได้ไหม อยากเอามาใส่ในกาแฟ ทุกคนในร้านหันมาจ้องเขาด้วยความประหลาดใจ เขาอายจนต้องก้มหน้า แต่ก็ยังเติมเกลือลงในกาแฟ และก็ดื่มมันเสียด้วย

ทำให้เธอต้องถามเขาอย่างอดไม่ได้ว่า ทำไมชอบกาแฟรสชาติแบบนี้ เขาตอบว่า เมื่อเขายังเด็ก บ้านเกิดเขาอยู่ริมทะเล เขาเป็นลูกน้ำเค็ม เล่นกับทะเลทุกวัน เคยชินกับรสเค็มของเกลือ เหมือนกับรสชาติของกาแฟเค็ม เพราะฉะนั้นเมื่อทุกครั้งที่เขาได้ลิ้มรสกาแฟเค็มๆ เขาก็จะคิดถึงวัยเด็ก คิดถึงบ้านเกิด เขาคิดถึงพ่อแม่ทียังอยู่ที่นั่น
เธอก็เริ่มประทับใจในตัวเขา เริ่มชวนเขาคุย เล่าถึงบ้านเกิดของเธอบ้างชีวิตในวัยเด็ก ครอบครัวของเธอ เธอกับเขาคุยกันถูกคอมากขึ้นเรื่อยๆ และจากการเริ่มต้นที่ดี ทำให้เขากับเธอคืบหน้าความสัมพันธ์ต่อไปจนทีสุด เธอก็ค้นพบว่า เขาคือผู้ชายแบบที่เธอต้องการอย่างแท้จริง เขาใจกว้าง อ่อนโยน อบอุ่น และดูแลเป็นอย่างดี เขาเป็นผู้ชายที่สมบูรณ์แบบ แต่เธอเกือบจะมองข้ามเขาไป!
หลังจากนั้นอีกสี่สิบปี เขาก็จากเธอไป ทิ้งจดหมายไว้ให้เธอฉบับหนึ่ง ข้างในมีใจความว่า ที่รัก อภัยให้ผมด้วย ที่ต้องโกหกคุณชั่วชีวิต มีเรื่องเดียวเท่านั้นที่ผมโกหกคุณ เรื่องกาแฟเค็มนั่น
จำวันแรกที่เรามีนัดกันได้ไหม ผมประหม่ามากในตอนนั้น จริงๆแล้วผมต้องการน้ำตาล
แต่ผมพูดผิดเป็นขอเกลือ ซึ่งมันยากที่จะกลับคำในตอนนั้น ผมจึงต้องปล่อยมันไป

ซึ่งผมไม่คิดว่า นั่นจะทำให้เราได้เริ่มต้นการพูดคุยกัน ผมพยายามที่จะสารภาพกับคุณหลายต่อหลายครั้ง
แต่ผมก็ไม่กล้าที่จะสารภาพออกไป ทำให้ผมสัญญากับตัวเองว่า จะไม่โกหกอะไรคุณอีกแม้แต่ครั้งเดียว
ตอนนี้ผมจากไปแล้ว ผมไม่ต้องหวาดกลัวอะไรอีก
ดังนั้นจึงเล่าความจริงในจดหมายฉบับนี้ แท้จริงแล้วผมไม่ได้ชอบทานกาแฟรสเค็มเลยแม้แต่น้อย มันรสชาติค่อนข้างแย่ทีเดียว แต่ว่าผมทานมันตลอดทั้งชีวิตตั้งแต่ได้รู้จักคุณ ผมไม่เคยนึกเสียใจในสิ่งที่ทำเพื่อคุณเลย
การได้พบคุณเป็นความสุขอันยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดชีวิตของผม

ถ้าผมได้มีโอกาสมีชีวิตอีกครั้ง ผมก็ยังอยากจะได้พบคุณ และมีคุณเป็นภรรยาผมอีกครั้งเช่นกัน
แม้ว่าผมจะต้องดื่มกาแฟรสเค็มอีกตลอดชีวิตก็ตาม!

น้ำตาของเธอหยด ใส่กระดาษจดหมาย จนเปียกชุ่ม และหลังจากนั้น หากมีใครถามเธอ
กาแฟรสเติมเกลือรสชาติเป็นเช่นไร เธอก็จะตอบเสมอว่า
“มันหวาน”





ขอขอบคุณ สะกิด ดอท คอม



วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

คืนวันนั้น...

ผมกับยายนั่งคุยกันริมระเบียงถึงเรื่องในอดีต วัยเพียง 15 ปี

ทำให้ผมนั่งฟังยายเล่าได้ไม่นาน

สักพักผมก็ยุกยิกอยากจะไปเล่นกับเพื่อน

ยายคว้ามือผมไว้

มือเ!่ยวย่นน่ากลัวเหมือนหนังตายซาก

สายตายายดุดัน แต่เหม่อลอย

มองหน้าผม เหมือนไม่ได้มอง

ผมนั่งข้างยายอย่างหวาดกลัวในกิริยา

แล้วฟังเรื่องเล่าจากปากยาย

ยายเล่าว่า...

สมัยก่อนเมื่อผู้ใหญ่ในบ้านตาย

ผู้ใหญ่จะนำมะพร้าว ฝรั่ง มะม่วงในสวน มาบนเจ้าที่

ไม่ให้ผู้ตายมารับตัวเด็กๆในบ้านไปอยู่ด้วย

ยายถามผมว่า...

ถ้ายายตายไปแล้วกลับมารับผม

ให้ไปอยู่ในโลกอีกโลกด้วย

ผมจะไปกับแกไหม?

ผมหัวเราะในความงมงาย

คนแก่ก็อย่างนี้

พยักหน้าเสียหน่อยไม่ให้แกน้อยใจ

แล้วผมก็รีบเดินไปเล่นกับเพื่อน

ยายหัวเราะอยู่คนเดียวเกือบครึ่งชั่วโมง...

อีก 7 วันต่อ มาแกก็เสียชีวิตแบบประหลาด

กลางดึกคืนสุดท้าย

ยายลุกพรวดพราดขึ้นมาจากเสื่อที่ปูนอน

ปากตะโกนเสียงแหบว่า...

ไม่เอา ฉันไม่ไป ไม่เอา ฉันไม่ไป ไม่เอา ฉันไม่ ไป

แล้วก็หวีดร้องเหมือนปีศาจ

ทำให้พ่อกับแม่ของผมตกใจ

ต้องรีบจุดตะเกียงเป็นการใหญ่

บ้านริมน้ำของเราใช้ตะเกียงเป็นดวงไฟ

และใช้ยากันยุงแบบจุดม้วนเพื่อไล่ยุง

หลังจากห่มผ้าให้ยายแล้ว

ผมก็นอนอยู่ข้าง ๆ

ตัวแกสั่นกุกกัก

ลองหันไปดู

ตาแกลืมโพลง

น้ำหมากไหลย้อยออกมาจากปากตอนนอน

ตัวเย็นชืด

ทดสอบหยิกไปที่หลังมือ

ยายก็ไม่ตอบสนอง

ทุกคนรีบมาดูอาการ

แล้วลงความเห็นว่ายายจากพวกเราไปแล้ว

หลังคืนสวดศพ 3 วัน

ผมนอนบนเสื่อกับพื้นกระดาน

ลมแม่น้ำพัดตีเข้าบ้าน เย็นสบาย

กลุ่มดาวส่องประกายระยิบระยับ

แว่วเสียงไม้กระดานลั่นเหมือนมีคนเดิน

น้ำหนักมือกดลงบนหน้าอกผมขณะนอนหงาย

เสียงแหบแห้ง

ของยายถามผมช้าๆ

ไปอยู่กับยายนะลูกเอ๊ย..."

ร่างเกร็งแข็งพยายามยกมือมาพนมกลางอก

ไปอยู่กับยายนะลูกเอ๊ย..."

เสียงแหบโหยดังแผ่วซ้ำมาอีกครั้ง

ผมน้ำตาไหลอาบแก้ม

ริมฝีปากหมุบหมิบสวดคาถานะโมสามจบ

กระท่อนกระแท่นเต็มที

เพราะความหวาดกลัวแล่นขึ้นสมอง

น้ำหนักทับบนหน้าอกหนักขึ้นทุกทีที่สวดมนต์จบคาบ

น้ำหนักยายคงไม่เกิน

45 กิโล

แต่ที่ทาบทับบนหน้าอกตอนนี้

ก็น่าจะปาเข้าไป 60 กิโลแล้ว

กระดูกกับปอดตรงทรวงอกถูกบดทับจนรวดร้าว

ผมขอร้องยายว่า...

อย่าเอาผมไปเลย

ให้เวลาอีกนิด

รอให้ผมสนุกกับเพื่อนฝูงจนเต็มคราบก่อนค่อยกลับมารับ

เสียงยายหัวเราะข้างหู

ผมขนลุกซู่ทั่วตัว

กลิ่นน้ำหมากคละคลุ้งจนเสียวสันหลัง

แล้วน้ำหนักที่อัดแน่นลงบนทรวงอกก็ค่อยถ่ายออกทีละน้อย

ยายหัวเราะ หมายถึงว่าตกลง...

เวลาผ่านไปสองปี

การเล่นกับเพื่อนคงลดน้อยลง

หันไปอ่านหนังสือมากขึ้นเพื่อพัฒนาผลการเรียน

ผมลืมเรื่องยายไปเสียสนิท

มาเมื่อคืนวาน ผมปิดไฟนอน

หลับตาสวดมนต์สามคาบ

แล้วแผ่ส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับ

พอลืมตามองเพดาน



ในห้องมืด...

หางตาผมก็มองเห็นยายนั่งอยู่ข้างๆ

ไปอยู่กับยายนะลูกเอ๊ย..."

เสียงแหบโหยดังแผ่วซ้ำกับเมื่อครั้งอดีต

ผมแทบเป็นบ้า

ร่างยายเต็มไปด้วยน้ำเลือดน้ำหนอง

ดวงตาหลุดหายไปหนึ่งข้าง

น้ำหมากกับเศษฟันหักร่วงหยดแหมะ ๆ

เปรอะที่นอนเต็มไปหมด

กลิ่นเหม็นของผีตายซากอบอวลเต็มห้อง

คราวนี้ยายเอาจริงแน่

ผมไม่ไปกับยายหรอก"

ผมส่ายหัว

มือประกบพนมไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์

ยายนั่งนิ่ง

ตาข้างที่ยังเหลืออยู่มองผมอย่างรวดร้าวเจ็บช้ำ

ไม่มีเสียงหัวเราะจากปากแก

เพียงเสี้ยววินาทีแกปราดขึ้นมานั่งทับอกผมบนเตียง

มือเ!่ยวงุ้มบีบคอ

และพยายามล้วงเข้าไปในปากผม

เรี่ยวแรงเหมือนผีสิง

ผมแทบสู้แกไม่ไหว

"ยายเอาคนอื่นไปแทนได้ไหม?

เอาเพื่อนผมไปแทนได้ไหม?"

ผมเอ่ยถามทางดวงจิต

"....................." แกนิ่งเงียบ

ยายเอาตัวเพื่อนผมที่เข้ามาอ่านกระทู้นี้ไปนะ

ถ้าอ่านแล้วไม่เม้นให้ผม

ตอนกลางคืนเค้านอนหลับ

ยายเข้าไปล้วงปากกินเครื่องใน

กินวิญญาณเค้าเลยนะ

ยาย."

เสียงยายก้มลงมาหัวเราะริมหูผม...

ยาวและนาน เหมือนกับว่าสะใจ

ในข้อเสนอ ก่อนจะหายตัวไป...

บรื๋ออออออออออ.....

ปล.ขุด ไป น่ะ เด๋ว จะ หา ว่า ไม่ เตือน ::